และแล้วชีวิตในต่างจังหวัดของเราก็ต้องสิ้นสุดลง ป๋าทำเรื่องโอนย้ายกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ได้ แน่นอนที่สุดว่าเราต้องหนีบแมวทั้ง 3 ชีวิตเข้ามาด้วยกัน ยังไงก็ไม่ปล่อยทิ้งไว้แน่
ช่วงลุ้นว่าเราจะได้เข้ากรุงเทพฯ หรือเปล่านั้น เราก็ชอบไปชวนแมวคุย (ใกล้เป็นแมวแล้ว) ด้วยเรื่องนี้ “ไปอยู่กรุงเทพฯ กับป๋าหรือเปล่า” คนชวนคุยคือป๋า เกิดขึ้นระหว่างเล่นกับมัน ตามปกติแมวพวกนี้แทบไม่ค่อยสนใจจะเข้ามาสุงสิงกับเรา (ยกเว้นตอนหิว) จับอุ้มนอนตักก็ตะกายหนีสุดฤทธิ์ แต่หลังจากป๋าบอกเจ้าเหมียวไปแบบนั้น เจ้าเหมียวก็หันกลับมาคลอเคลียนอนตักป๋าประจำ หรือไม่ก็เดินตามป๋าไปซะทุกที่ สร้างความรำคาญจนสุดทนไหว จนป๋าต้องบอกว่า
“รู้น่าว่าไม่อยากไป ป๋าไม่เข้ากรุงเทพฯ หรอก” เท่านั้นแหละมันก็ค่อย ๆ เลิกอ้อนไปในที่สุด

ฉันเลยหาโอกาสทดลองว่ามันเข้าใจจริงหรือเปล่า ด้วยการถามย้ำ “ป๋าเขาชวนหนูไปอยู่กรุงเทพฯ น่ะ ไปเปล่า” ไม่น่าเชื่อว่ามันหันกลับมาอ้อนป๋าอีกครั้ง เรียกว่าเกาะติด ป๋าลงนั่งตรงไหนก็จู่โจมขึ้นนอนตักป๋าทันทีขยับตัวก็ไม่ได้
(ไม่เคยมาอ้อนฉันอย่างนี้หรอกนะ แทบต้องฆ่ากันตายเพื่อให้มันมานอนตักฉันสัก 5 นาที)

พอที่นอนสะเทือนมันก็ลืมตาเงยหน้ามองหน้าป๋าเหมือนตำหนิ “นั่งเฉย ๆ สิ แมวนอนอยู่ทั้งตัวจะขยับไปไหน” จนป๋าเข็ด ไม่กล้าเล่นมุกนี้ รวมถึงห้ามไม่ให้ฉันเล่นด้วย (แต่มีหรือที่ฉันจะเชื่อ อิอิ)
หลังจากรู้แน่ว่าได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯ เรามีเวลาเตรียมตัวไม่นานนัก บ้านที่เราขอเข้ามาพักชั่วคราวก็คือบ้านแม่ฉันเอง บ้านแม่เป็นทาวน์เฮาส์เล็ก ๆ ในฝั่งธนบุรี บ้านหลังนี้แม่พักอยู่คนเดียวเพราะรักอิสระ (พี่สาวเวียนมาหาบ่อยเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน แต่ชวนไปอยู่ด้วยแม่ไม่ไป) ห้องชั้นบนยังคงเป็นที่เก็บข้าวของบางส่วนของฉันหลังจากฉันไปอยู่กับป๋าที่ต่างจังหวัด เราก็เลยวางแผนจะมาขอเกาะอยู่สักระยะที่ห้องชั้นบน

ขอปูพื้นหน่อยว่าแม่ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิด ยิ่งแมวยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนเด็กฉันจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับแมวเลยแม้แต่น้อย จะให้ทิ้งแมวที่เลี้ยงไว้ก็ทำไม่ได้ ดังนั้นเราจึงวางมาตรการกั้นอาณาเขตแมวไว้บนชั้น 2 เท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง และโถงทางเดินแคบ ๆ ที่เชื่อมทั้ง 3 ห้องเข้าด้วยกัน
ก่อนเดินทางเรา 2 คนก็ลองพา 3 แมวไปนั่งรถเล่น ครั้งนั้นทำเอาฉันแทบคลั่งไปกับความตื่นกลัวของ 3 แมวบนรถ มันทั้งร้องทั้งเดินพาเหรด พอเครียดได้ที่ก็เริ่มอ้าปากลิ้นห้อยเหมือนหมา เราจึงรู้ว่าอาการหนักแล้วนะนั่น นี่แค่ครึ่งชั่วโมงเอง แล้วจะพามันเข้ากรุงเทพฯ ยังไงเนี่ย เดินทางตั้ง 4 ชั่วโมง ไม่นับรถติด เราก็เลยไปหารือกับสัตวแพทย์เจ้าประจำ เขาแนะนำว่าให้วางยาซึมในระหว่างการเดินทาง
เย็นวันก่อนเดินทางเราขนข้าวของขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อ เขาบอกว่าจะเดินทางล่วงหน้าเข้าไปรอก่อน ส่วนฉันกับป๋าจะออกเดินทางตอนเช้า ในรถก็เหลือแค่เครื่องนอนไม่กี่ชิ้นที่ใช้ในตอนกลางคืน คืนนั้นเราต้องหาทางกักกันแมวไว้ไม่ให้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน กลัวว่ามันจะหายไปไม่กลับมาในตอนเดินทาง เนื่องจากประตูแมวที่เราทำนั้นไม่ได้ทำที่กั้นไว้ เราเปิดเสรีให้มันเข้าออกเหมือนร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง เราก็เลยต้องหาไม้มาปิดช่องแล้วเอาทีวีเก่ามาวางกั้นไม่ให้มันออก
เจ้าทิ้งกระวนกระวายใจที่สุด มันอยากออกไปเที่ยวจนเก็บอาการไม่อยู่ เดินวนไปมาหาทางแคะเพื่อเปิดทางออก มันทำเกือบสำเร็จจนเราต้องเสริมกำลังในการกั้นประตูเข้าไปอีก แล้วก็เข้านอน เช้าขึ้นมาเจ้าทิ้งก็แหกคุกออกไปสำเร็จจนได้ โชคดีว่าเหล่าแมวกลับมากินอาหารกันแต่เช้าทุกตัว งานนี้จึงไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น
เราเก็บของแล้วหยิบแมวขึ้นรถ พาไปร้านหมอให้เขาฉีดยาซึมให้

ทีละตัว พอมันตาลอยค้างเราก็วางมันเรียงกันบนผ้าห่มที่ปูเตรียมไว้ที่เบาะหลังรถ เราวางแผ่นพลาสติกทับผ้าห่มก่อนวางผ้าอีกผืนทับ หลังจากมันสลบไสลมันก็เริ่มฉี่ออกมาจนเปียกแฉะไปหมด จากนั้นเราก็ออกเดินทางแบบไม่หยุดพักเพื่อให้ถึงกรุงเทพฯ ก่อนแมวฟื้น
เหตุการณ์หลังจากนี้ทำให้ฉันคิดว่า ถ้าย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ ฉันจะเลือกไม่ฉีดยาซึมให้กับแมวพวกนี้แน่นอน
ก่อนจะถึงบ้านแม่ แมวพวกนี้ก็เริ่มรู้สึกตัวกันบ้าง เจ้าทิ้งเป็นตัวแรกที่เริ่มรู้สึกตัว มันพยายามจะลุกขึ้นและเริ่มร้องแล้วฟุบลงไปนอนอีกครั้ง เมื่อถึงจุดหมาย แมวก็เริ่มได้สติสลับกับฟุบไปนอนกันทุกตัว วันนั้นเราได้เพื่อนของป๋ามาช่วยขนของเข้าบ้าน ก่อนอื่นใดเราจัดการเอาแมวเข้าบ้านก่อน ป๋าเป็นคนรับหน้าที่หอบหิ้วเจ้าทิ้งกับเจ้าชูเข้าบ้านไปเก็บตัวไว้ในห้องน้ำชั้นบน ส่วนฉันหอบหิ้วดูแลเจ้าเหมียวเข้าบ้าน
เราต้องเก็บมันไว้ในห้องน้ำเพราะมันเริ่มรู้สึกตัวกันบ้างแล้ว ข้าวของก็มีมากมายที่ต้องขนเข้ามา ต้องใช้พื้นที่เยอะ ผู้คนขวักไขว่ กลัวว่าแมวที่เพิ่งฟื้นจากยาจะตกใจจนช็อก

ตอนฉันพาเจ้าเหมียวเข้าห้องน้ำ ยังไม่ทันวางมันลงกับพื้น ก็มีตัวหนึ่งร้องครางขึ้นมา ทุกตัวก็ตื่นกลัวร้องขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะเจ้าทิ้งที่กลัวมากจนฉันพยายามปลอบด้วยการอุ้มขึ้นมา มันยิ่งตกใจร้อง
“แหง็วววววว” แล้วดิ้นตะกุยหนีฉันลงไปบนพื้นห้องน้ำ ทิ้งรอยเล็บไว้บนแขนฉัน 3 แนวลึก เลือดซึมออกมาในทันที ฉันตกใจเกินกว่าจะรู้สึกเจ็บ
เนื่องจากห้องน้ำที่คับแคบและเสียงที่สะท้อนก้อง เมื่อแมวที่เมายาแข่งกันร้อง เสียงจึงฟังแล้วทำให้แต่ละฝ่ายกลัวกันเข้าไปอีก ฉันจึงต้องออกมาจัดห้องเล็กด้านหลังที่มีของบางส่วนขนไปเก็บไว้บ้างแล้ว จัดให้พอมีที่ทาง แล้วค่อย ๆ อพยพมันมาไว้ในห้องนี้แทน เจ้าทิ้งดิ้นรนหนีพร้อมฉี่แตกเรี่ยราดรดพื้น ฉันต้องถูห้องแล้วเปิดพัดลมคลายร้อนให้แมว
3 แมวก็เริ่มหาที่ซุกเพื่อหลบซ่อนตัวแล้วหลับ ๆ ตื่น ๆ กันในมุมของตัวเอง ฉันก็เลยปิดประตูห้องไว้ เพื่อกั้นมันออกจากบ้านที่กำลังวุ่นวายสับสนกับการขนย้ายข้าวของซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีมากมายมหาศาลขนาดนั้น
ตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยรุ่นฉันอยู่กับครอบครัวขนาดใหญ่ โดยมีห้องเป็นของตัวเองแค่ห้องเดียว ข้าวของทั้งหมดก็มีอยู่แค่นิดเดียว ตอนขายบ้านที่อยู่มาแต่เด็ก แล้วพี่น้องก็แยกย้ายกันไปซื้อบ้านของตัวเอง ด้วยความที่เป็นน้องเล็กและยังเรียนไม่จบ ฉันได้ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกับแม่ ข้าวของที่หนักสุดก็คงเป็นหนังสือ แต่ก็จำได้ว่าไม่เยอะมากมายนัก เมื่อได้พื้นที่ 2 ห้องบนชั้น 2 เป็นของตัวเองทั้งหมด (ส่วนแม่ขี้เกียจเดินขึ้นชั้นบน ก็เลยยึดชั้นล่างไว้ทั้งชั้นเหมือนกัน) ฉันมีข้าวของเพิ่มขึ้นมาบ้างไม่มากนัก ที่หนักคือตอนไปอยู่กับป๋าที่ต่างจังหวัด ฉันไม่คิดว่าจะต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ อีกแล้ว ก็เลยค่อย ๆ ทยอยขนของจากบ้านกรุงเทพฯ ไปบ้านต่างจังหวัดทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว

มารู้ตัวก็ตอนย้ายกลับกรุงเทพฯ นั่นแหละ ข้าวของส่วนใหญ่ 80% นั้นเป็นของฉัน บางอย่างไปงอกเพิ่มที่บ้านต่างจังหวัด ด้วยความช่างซื้อและช่างเก็บของฉัน ก่อนเพื่อนป๋ากลับ เราคัดแยกข้าวของยกให้เขาไปหนึ่งคันรถปิ๊กอัพ แต่ที่เหลืออยู่ก็ยังมากมายมหาศาล
หนังสือส่วนใหญ่แม่ให้วางกองไว้ที่ชั้นล่าง โดยยังเก็บไว้ในลัง ในเวลาไม่นานหนังสือกองนั้นก็กลายเป็นอาหารให้กับปลวกที่เข้ามาจู่โจมแบบไม่ตั้งตัว จนสูญเสียหนังสือดี ๆ ไปหลายเล่ม ชั้น 2 ทั้งชั้นก็แทบไม่มีที่ให้เดิน ข้าวของเกลื่อนกลาด นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ฉันกับป๋าต้องออกไปหาซื้อบ้านใหม่เพื่อไว้เก็บของโดยเฉพาะ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือแม่ไม่ชอบแมว (อย่างที่บอกไป) แต่เรื่องนั้นยังต้องใช้เวลาอีกราว ๆ 1 ปีกว่าเราจะหาบ้านได้ และใช้เวลาอีกหลายปีในการค่อย ๆ ทยอยกำจัดข้าวของทิ้งไปทีละนิด เพื่อลดน้ำหนักภาระต่าง ๆ ออกไปจากตัว จนในภายหลังฉันกลับกลายเป็นพวกคลั่งทิ้งของแทนเก็บแล้วละ

กลับไปที่แมว ในระหว่างขนของฉันต้องเดินกลับไปดูมันบ่อย ๆ แต่ก็สังเกตว่าเมื่อฉันมานั่งเป็นเพื่อน ดูมันจะยิ่งตื่นกลัวกันมากขึ้นอีก ฉันก็เลยลดความถี่ในการเข้าไปดูมันน้อยลง
ในระหว่างนี้แต่ละตัวเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น และพาตัวเองเคลื่อนย้ายไปหามุมเพื่อซ่อนตัว ดูเหมือนมันยังจำกันเองไม่ได้ ต่างก็ระแวงกัน ส่งเสียงขู่กันไปมา ทุกครั้งที่ฉันเข้าไปในห้อง เจ้าเหมียวจะตกใจหาทางหนีทุกครั้ง ฉันก็เลยเอาบรรดาลังที่ยกเข้ามาไว้ก่อนหน้านี้มาวางเป็นฉากกั้นแมวแต่ละตัวออกจากกัน
หลังจากผู้คนที่มาช่วยขนของเริ่มทยอยกันกลับ เราก็เริ่มจัดข้าวของให้เข้าที่ บางครั้งเมื่อเราต้องออกไปซื้ออุปกรณ์มาใช้เพื่อจัดห้อง ก็ต้องผลัดกันไป คนที่อยู่ก็ต้องคอยดูแลแมว เหล่าแมวเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น แต่ยังคงเดินไปมาด้วยท่าทางหวาดระแวง นี่คือเหตุผลที่ฉันจะไม่ยอมวางยาแมวอีกต่อไป หากว่าไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัดหรือรักษาตัว มันคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และตกใจกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
คืนแรกในบ้านแม่ เราต้องใช้คำว่า ‘หาที่ซุกหัวนอน’ ตรงตามตัวอักษร เราต้องแหวกข้าวของให้เป็นที่พอดีตัวสำหรับการนอน ป๋าเข้าไปนอนเป็นเพื่อนแมวในห้องเล็กทั้งคืน เขาบอกว่าในระหว่างที่เจ้าเหมียวกับเจ้าชูหลบอยู่ในมุมของตัวเองและส่งเสียงขู่กันเป็นระยะ ๆ เจ้าทิ้งได้แต่ร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร มันกลัวจนต้องมาซุกนอนในซอกแขนของป๋าตลอดคืน
2 วันต่อมาเป็นช่วงที่เราจัดของกันตลอดวัน เพื่อปิดกั้นแมวไม่ให้ลงไปชั้นล่าง เราต่อตู้เสื้อผ้ามากั้นตรงโถงข้างบันได ซึ่งก็กั้นได้พอดี ส่วนตรงบันไดเราก็หาวงกบมาติดยึดแล้วติดประตู พอดิบพอดีไม่มีส่วนเกิน เป็นสถานที่พักพิงชั่วคราวระหว่างรอหาบ้าน และกันไม่ให้แมวเดินลงมาหาแม่

อาการตื่นกลัวของ 3 แมวค่อย ๆ ลดลงพร้อมสติที่กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เมื่อผ่านเข้าสู่วันที่ 7 ในบ้านใหม่ เจ้าทิ้งก็เริ่มออกวิ่งเล่นร่าเริงกับเจ้าบุญชูแต่เช้า มีบางครั้งที่พวกมันเฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่างหรือประตูมุ้งลวด ที่กันมันออกจากโลกภายนอกที่มันเคยวิ่งเล่นอย่างเป็นสุข ห่างจากทุ่งหญ้าที่มันเคยวิ่งเล่นไล่จับกันนับร้อยกิโลเมตร ไม่มีกิ้งก่า ไม่มีงู ไม่มีนก ไม่มีแม้จิ้งจกให้จับเล่น แม้จะอย่างนั้นเราก็ยังไม่อาจเสี่ยงที่จะปล่อยพวกแมวออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านได้ ในกรุงเทพฯ ชีวิตนั้นแตกต่างจากต่างจังหวัด เราคงไม่อาจออกไปเดินท่อม ๆ เพื่อมองหาแมว ๆ ในตอนกลางคืนได้อีก หากมันเจอหมาแล้ววิ่งเตลิดหนีก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีกก็เป็นได้
ทนหน่อยนะเจ้านายทั้ง 3 ตัว


#แมว #3แมว2คน #cat #3Cats
